นางมณโฑ จากเรื่องรามเกียรติ์

monto

นางมณโฑนั้น…แต่เดิมเป็นนางกบอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำนมของฤาษีผู้ทรงศีล วันหนึ่งมีนางนาคที่แค้นฤาษีมาคายพิษที่บ่อน้ำนม หวังฆ่าพระฤาษี ด้วยความกตัญญูกตเวที นางกบจึงตัดสินใจดื่มน้ำนมในบ่อนั้นจนหมด และขาดใจตายอยู่ริมบ่อนั่นเอง…

พระฤาษีเห็นนางกบนอนตายอยู่ก็แปลกใจ จึงชุบชีวิตนางกบขึ้นมาไถ่ถามเรื่องราว เมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมด พระฤาษีก็เอ่ยขอบใจนางกบและชุบนางกบให้กลายเป็นหญิงสาวสวยงาม…ให้นามว่า “มณโฑ”

พระฤาษีพานางมณโฑไปฝากเป็นข้ารับใช้พระแม่อุมาเทวีซึ่งพระอุมาก็ทรงรับไว้ พระอุมาทรงเอ็นดูนางมณโฑ จึงสอนวิชามนตร์ต่างๆให้ นางมณโฑก็ขยันขันแข็งและน้อมรับบัญชาดี จึงได้เป็นคนโปรดของพระอุมาในที่สุด

ต่อมาพญายักษ์ทศกัณฐ์ได้มายกเขาไกรลาศ ให้ตั้งตรงได้ และได้ขอนางมณโฑเป็นรางวัลกับพระอิศวร พระอิศวรก็ทรงประทานให้

ทศกัณฐ์อุ้มตัวนางมณโฑเหาะมา จนผ่านกรุงขีดขิน ซึ่งมีพญาพาลีเป็นผู้ครองเมือง

พญาพาลีไม่พอใจที่ทศกัณฐ์บังอาจเหาะข้ามหัวจึงถือตะบองเหาะไปท้ารบกับทศกัณฐ์ โดยมีนางมณโฑเป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะ

พญาพาลีนั้นได้รับพรจากพระอิศวรว่า ไม่ว่าจะสู้กับใคร คู่ต่อสู้จะพลังลดลงครึ่งหนึ่ง และพลังของคู่ต่อสู้จะมาเพิ่มให้กับตัวพาลีเอง…

ดังนั้นพญาพาลี จึงได้รับชัยชนะและพานางมณโฑมาเป็นชายาที่กรุงขีดขิน แต่ทว่าไม่นานฤาษี “อังคต” ผู้เป็นอาจารย์ของพาลีก็มาไกล่เกลี่ยให้พาลีคืนนางมณโฑให้ทศกัณฐ์ พาลีก็จำใจคืนให้

ปัญหาติดอยู่ที่ว่าตอนนั้นมณโฑมีครรภ์แก่ใกล้คลอดแล้ว แต่ฤาษีอังคตก็ทำพิธีเอาลูกวานรในครรภ์ของนางมณโฑมาใส่ไว้ในท้องแม่เเพะ แล้วคืนนางมณโฑให้ทศกัณฐ์ (ลูกวานรนั้นคือ “องคต” นั่นเอง)

นางมณโฑถูกแต่งตั้งให้เป็นมเหสีรองของทศกัณฐ์ และมีโอรสธิดากับทศกัณฐ์รวม 3 องค์ คือ รณพักตร (อินทรชิต) นางสีดา และไพนาสุริวงศ์ (กำเนิดหลังทศกัณฐ์สิ้นใจแล้ว)

หลังจากที่ทศกัณฐ์ถูกพระรามสังหารแล้ว พระรามได้ยกกรุงลงกาให้พิเภก และประทานนางมณโฑให้เป็นมเหสีพิเภกด้วย…

นางจินตหราวาตี จากเรื่อง อิเหนา

นางจินตหราวาตี

จินตหราวาตี เป็นธิดาของระตูหมันหยากับประไหมสุหรี มเหสีลำดับที่ 1 ของอิเหนา นางมีอายุเท่ากันกับอิเหนาแต่อ่อนเดือนกว่า เมื่อครั้งอิเหนาเดินทางมาเยี่ยมระตูหมันหยาที่เมืองหมันหยาได้เห็นนางจินตหราก็หลงรัก

อิเหนาตามเกี้ยวพาราสีนางอยู่นาน โดยอาศัยการติดสินบนบาหยันและซ่าเหง็ด ส่งสารไปหาจินตหรา ซึ่งจินตหราเองก็พอใจอิเหนาเช่นกัน…

ในที่สุดระตูหมันหยาก็ใจอ่อนยกจินตหราให้อิเหนา

ต่อมาอิเหนาไปทำศึกสงครามได้ธิดาระตูโฉมงามสองนางมาเป็นชายาอีกสองนาง คือ นางสะการะวาตีและนางมาหยารัศมี  ซึ่งจินตหราวาตีเองก็มิได้แสดงอาการหึงหวง และรักใคร่ทั้งสองนางดั่งเป็นน้องสาวแท้ๆของตน…

ในช่วงนั้น…อิเหนารักนางจินตหราวาตีมาก ถึงขนาดออกปากตัดรอนบุษบาคู่ตุนาหงันทีเดียว…

เเต่เมื่อท้าวดาหาแห่งเมืองดาหาส่งสารมาให้อิเหนามาช่วยรบกับวิหยาสะกำ ระตูผู้น้อยที่หวังจะมาชิงตัวบุษบาไป ตอนแรกจินตหราร้องไห้เสียใจ กลัวว่าอิเหนาหลอกนางเพื่อไปแต่งงานกับบุษบา แต่อิเหนาก็ปลอบโยนนางพร้อมบอกว่าท้าวดาหาส่งสารมาจริง และเมื่อตนเสร็จศึกนี้เมื่อไหร่จะรีบกลับมาหานางที่เมืองหมันหยา

แต่กลับกลายเป็นว่าอิเหนาไปหลงรักบุษบา และห่างหายจินตหราไปนานมาก ไม่ยอมโผล่หน้ามาที่เมืองหมันหยาถึง 7 ปีกว่า เมื่อพบกันอีกครั้งในพิธีสยุมพรจินตหราก็ทั้งโกรธทั้งน้อยใจไม่ยอมมองหน้าหรือพูดคุยด้วย ความจริงแล้วจินตหราวาตีก็งามมากอยู่ ถ้าจะเเต่งงานใหม่กับชายอื่นก็คงไม่มีปัญหา แต่นางยังคงรออิเหนาจึงไม่ยอมแต่งงานใหม่

แต่หลังจากนั้นไม่นานประไหมสุหรีเมืองหมันหยาก็ไกล่เกลี่ยให้จินตหราเลิกเพิกเฉยต่ออิเหนาเสีย…นางเห็นแก่มารดาจึงยอมคืนดีกับอิเหนา และยอมรับไหว้บุษบา พร้อมทั้งส่งสะการะวาตีและมาหยารัศมีไปไหว้บุษบา ส่วนบุษบาก็ส่งมเหสีอิเหนาอีกหกนางมาไหว้จินตหราผู้เป็นมเหสีเอกอีกด้วย เป็นอันว่าจินตหราก็เอ็นดูบุษบาดี ไม่กระแทกกระทั้นใส่กันเหมือนวันแรกที่เจอ…

ท้ายที่สุดนางจินตหราวาตีถูกแต่งตั้งให้เป็นประไหมสุหรีฝ่ายขวาของอิเหนา

วงศ์อิเหนา และ นางบุษบา

นางบุษบา

องค์ปะตะกาหลา เป็นรุ่นปู่ เป็นเทวดามีฤทธิ์บนสวรรค์ ส่วนรุ่นต่อๆมาจนถึงรุ่นพ่อของพวกอิเหนาก็คือ…

1.ท้าวกุเรปัน ครองเมืองกุเรปัน มีโอรสองค์โตเกิดจากลิกู (มเหสีลำดับที่ 4) ชื่อกะหรัดตะปาตี มีโอรสและธิดาอันเกิดจากประไหมสุหรี (มเหสีลำดับที่ 1) คือ อิเหนาและวิยะดา
2.ท้าวดาหา ครองเมืองดาหา มีธิดาและโอรสเกิดจากประไหมสุหรีทั้งคู่ องค์โตเป็นพระธิดา คือ นางบุษบา และองค์เล็กเป็นโอรส คือ สียะตรา
3.ท้าวกาหลัง ครองเมืองกาหลัง มีธิดาองค์โตอันเกิดจากลิกูคือ บุษบารากา (คนละคนกับบุษบาลูกท้าวดาหานะค่ะ) และธิดาองค์เล็กเกิดจากประไหมสุหรีคือ สะการะหนึ่งหรัด
4.ท้าวสิงหัดส่าหรี ครองเมืองสิงหัดส่าหรี มีโอรสธิดาอันเกิดจากประไหมสุหรี คือ สุหรานากง และ จินดาส่าหรี

การตุนาหงันระหว่างลูกหลาน (การหมั้นหมาย)

1.อิเหนา (กุเรปัน) กับ บุษบา (ดาหา)
2.สียะตรา (ดาหา) กับ วิยะดา (กุเรปัน)
3.กะหรัดตะปาตี (กุเรปัน) กับ บุษบารากา (กาหลัง)
4.สุหรานากง (สิงหัดส่าหรี) กับ สะการะหนึ่งหรัด (กาหลัง)

ส่วนจินดาส่าหรีสยุมพร (แต่งงาน) กับวงศ์ระตู (เจ้าเมืองน้อย) คือระตูจรกา

เป็นอันเข้าใจกันแล้วนะค่ะ จะได้ไม่งง ไม่รู้จะเชื่อไรเตอร์หรือเปล่านะ แต่ข้างบนเนี่ยไรเตอร์จำจากหนังสือที่เคยอ่านล้วนๆไม่ได้เอามาจากเน็ตนะ^^

************************
นางบุษบา เป็นธิดาท้าวดาหากับประไหมสุหรี มีรูปโฉมงดงามปานนางอัปสรสวรรค์ มีอนุชาชื่อ สียะตรา และเป็นคู่ตุนาหงันกับอิเหนา โอรสท้าวกุเรปัน…

แต่ต่อมา อิเหนาไปหลงนางจินตราวาตี และออกปากตัดรอนนางบุษบา ท้าวดาหาพิโรธมากและตรัสว่าจะยกบุษบาแก่คนแรกที่มาสู่ขอ

ปรากฎว่าคนที่มาสู่ขอคนแรกคือ ระตูจรกา ผู้อ้วนพุงพลุ้ย ผิวดำดั่งถ่าน หน้าตาอัปลักษณ์ เสียงหยาบกร้าน ท้าวดาหาเองก็คืนคำไม่ได้ เลยจำใจยกให้…

ต่อมาอิเหนาเดินทางมาช่วยศึกที่ดาหาและได้พบกับบุษบาก็หลงรัก และพิโรธจรกามากที่ใฝ่สูงจนเกินศักดิ์มาหมายปองนางหงส์เช่นนี้…

อิเหนาพยายามเข้าหานางบุษบาทุกทาง โดยส่วนใหญ่จะเป็นทางสียะตรา อนุชาบุษบาซึ่งติดอิเหนาเป็นว่าเล่น ด้วยหน้าตาที่คล้ายกับพี่สาวทำให้อิเหนานอนกอดสียะตราต่างนางบุษบาทุกคืน

บางครั้งก็บ่นกับสียะตราว่าหนาว ให้ช่วยไปขอผ้าสไบพระพี่นางบุษบามาห่มกายจึงจะหายหนาว สียะตราก็ไปขอมาให้ อิเหนาเลยได้ผ้าสไบมากอดเล่นซะงั้น บางครั้งก็บ่นกับสียะตราว่าหิว อยากกินชานหมากที่บุษบาอมแล้วไปขอมาให้ที สียะตราก็ไปขอมาให้ ทำเอาอิเหนายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทีเดียว

ในวันสยุมพร อิเหนาก็แสร้งว่าจะไปล่าสัตว์ในป่า แล้วก็วางแผน เผากรุงดาหา และอาศัยช่วงชุลมุนปลอมตัวเป็นจรกาไปอุ้มองค์บุษบาหนี โดยอนุญาตให้บาหยันและประเสหรัน ตามเสด็จมาด้วย

อิเหนาพาบุษบามาอยู่ถ้ำในป่าที่ให้สังคามาระตา ไปจัดเตรียมของอำนวยความสะดวกไว้ให้พร้อม

อิเหนาได้บุษบาเป็นชายา แต่ต้องกลับไปแสดงความบริสุทธิ์กับท้าวดาหา เพราะกลัวท้าวดาหาจะสงสัยว่าตนเป็นคนลักพาบุษบามา และพรากนางไปอีก…

ระหว่างที่อิเหนาไม่อยู่…นางบุษบาก็ไปนั่งราชรถชมดอกไม้เล่น แต่ก็บังเกิดลมมาหอบเอาราชรถที่มีนางกับบาหยันและประเสหรันไป เนื่องจากองค์ปะตะกาหลาทรงอยากสั่งสอนอิเหนา ที่ตอนแรกหลงจินตราหัวปักหัวปำตัดรอนบุษบา พอมาพบบุษบาเห็นว่างามก็ลักมาเป็นชายาเอาง่ายๆ

องค์ปะตะกาหลาเปลี่ยนรูปบุษบาและพี่เลี้ยงให้เหมือนชาย ให้กริช กับบุษบา จารึกนามว่า “อุณากรรณ”

บุษบาจึงใช้ชื่ออุณากรรณบังหน้าตลอดมา จนได้มาเป็นโอรสบุญธรรมของท้าวกาหลัง (อาของบุษบา) ก็ได้พบกับ “ปันหยี” โจรหนุ่มรูปงาม ซึ่งเป็นชื่อปลอมของอิเหนาที่ใช้ปลอมตัวตามหาบุษบาเงียบๆ แต่องค์ปะตะกาหลาบันดาลให้ทั้งสองจำกันไม่ได้…

ไม่นานหลังจากนั้น…อุณากรรณก็ถูกแฉว่าเป็นหญิง ได้รับความอับอายจึงไปลาปันหยีไปในป่า แล้วไปบวชเป็นแอหนัง (นางชี)

ปันหยีเองก็ตามมาหาและรู้ว่าแอหนังคือนางบุษบา บุษบาก็รู้ว่าปันหยีคืออิเหนา ทั้งสองดีใจมาก บุษบาสึกจากแอหนังกลับมาอยู่กินกับอิเหนาเหมือนเดิม

อิเหนาพาบุษบากลับเมืองดาหา

ท้าวดาหายกโทษให้อิเหนาและจัดพิธีสยุมพรให้ทั้งสอง เพราะส่วนของระตูจรกานั้นได้ยกจินดาส่าหรีธิดาท้าวสิงหัดส่าหรีให้แทนบุษบาไปแล้ว

บุษบาถูกแต่งตั้งเป็นประไหมสุหรีฝ่ายซ้ายของอิเหนา

แรกๆบุษบามีปัญหากับนางจินตราวาตี ซึ่งเป็นเมียหลวง แต่สุดท้ายก็ปรองดองกันได้

นางศรีมาลา จากเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

นางศรีมาลา

นางศรีมาลา…เป็นลูกสาวคนเดียวของพระพิจิตรกับคุณนายบุษบา ซึ่งทั้งสองท่านนี้เป็นผู้มีพระคุณของขุนแผนกับนางวันทอง เนื่องจากช่วงที่ขุนแผนพานางวันทองหนี ขุนช้างได้แจ้งความเอาเรื่องขุนแผน ก็ได้พระพิจิตรกับคุณนายบุษบาช่วยไกล่เกลี่ยคดีความให้ จนขุนแผนชนะคดี

ครั้งหนึ่ง…ขุนแผนกับพลายงาม ได้รับมอบหมายงานจากพระพันวษาให้ไปจับตัวเจ้าเมืองเชียงใหม่มาถวาย และได้ขอพักอาศัยที่บ้านพระพิจิตร

พลายงามได้พบกับศรีมาลาก็หลงรัก คอยสบสายตากับนางตลอดเวลา จนนางขวยเขินเดินกลับเข้าห้องไป…

คืนนั้นพลายงามมาหาศรีมาลาที่ห้องนอนของนาง และสัญญาว่าจะสู่ขอนางมาเป็นภรรยาอย่างถูกต้อง ขุนแผนรู้เรื่องก็สู่ขอศรีมาลาให้พลายงาม พระพิจิตรกับคุณนายบุษบาก็ยินดียกให้ แต่งานแต่งจะจัดหลังจัดการกับเจ้าเมืองเชียงใหม่เสร็จก่อน

หลังเสร็จภารกิจจับเจ้าเมืองเชียงใหม่แล้ว พระพันวษาได้นางสร้อยทองมาเป็นสนม ส่วน “นางสร้อยฟ้า” ลูกสาวคนเดียวของเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ยกให้เป็นภรรยาอีกคนของพลายงาม พร้อมทั้งแต่งตั้งพลายงามให้เป็น “พระไวย” อีกด้วย

ในวันแต่งงานนั้น พระไวยมีเจ้าสาวสองคนซึ่งก็คือศรีมาลาและสร้อยฟ้า ในตอนดึก พระไวยคิดไม่ตกว่าจะเข้าเรือนหอของใครก่อนดี แต่ก็ตัดสินใจเข้าเรือนหอของนางศรีมาลาก่อนในที่สุด

พระไวยนั้นรักนางศรีมาลามากกว่านางสร้อยฟ้า เนื่องจากศรีมาลาเก่งงานบ้านงานเรือน ทำอาหารอร่อย ดูแลสามีดี ต่างกับนางสร้อยฟ้าที่ทำงานบ้านงานเรือนไม่เป็น…

นานวันเข้าสร้อยฟ้าก็ยิ่งอิจฉาศรีมาลา จึงจ้างหมอเสน่ห์มาทำเสน่ห์พระไวยให้รักหลงนางคนเดียว

พระไวยหลงสร้อยฟ้ามาก สร้อยฟ้าพูดอะไรพระไวยก็เชื่อไปหมดทุกอย่าง มีครั้งหนึ่งที่โบยตีศรีมาลาจนนางหลังลายเลือดซิบไปทั้งตัว ทั้งที่นางไม่ได้ทำอะไรผิด…

แต่ช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ก็ได้ผ่านพ้นไป…เพราะหลังจากนั้นพลายชุมพล มาช่วยจับหมอเสน่ห์ได้ และทำลายมนตร์เสน่ห์ พระไวยจึงได้หูตาสว่าง สร้อยฟ้าถูกลงโทษให้กลับไปอยู่เชียงใหม่ ส่วนศรีมาลาก็กลับมามีความสุขกับพระไวยเหมือนเดิม…

สุดท้ายนางศรีมาลาก็มีลูกชายกับพระไวยคนหนึ่ง ให้นามว่า “พลายเพชร”

นางสีดา จากเรื่อง รามเกียรติ์

นางสีดา

นางสีดา…เป็นธิดาของพญายักษ์ทศกัณฐ์ กับนางมณโฑผู้เป็นมเหสีรอง ความจริงเเล้วก่อนจะมาเกิดเป็นนางสีดา นางคือ “พระลักษมี” เทพชายาแห่ง “พระนารายณ์” ผู้ปกครองเกษียณสมุทร เมื่อพระนารายณ์ต้องแบ่งภาคมากำเนิดบนโลกมนุษย์เพื่อปราบพญายักษ์ทศกัณฐ์ พระลักษมีเทพชายาจึงขอแบ่งภาคตามมาเกิดด้วย…

เมื่อแรกเกิด นางได้ร้องออกมาว่า “ผลาญยักษ์” สามครั้ง พิเภก ทำนายว่านางเป็นตัวกาลกิณี ในอนาคตจะทำให้กรุงลงกาวอดวาย ทศกัณฐ์และนางมณโฑจึงจำใจยอมให้พิเภกนำทารกน้อยไปทิ้งที่แม่น้ำ…

น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่เมื่อทารกน้อยนี้สัมผัสน้ำ ก็พลันมีดอกบัวขึ้นมารองรับนางไว้ ดอกบัวลอยไปจนถึงอาศรมของฤาษีชนก หรือท้าวชนกผู้ครองเมืองมิถิลา ผู้เบื่อหน่ายกับชีวิตทางโลกจึงออกมาบำเพ็ญพรตแทน…

ฤาษีชนกเห็นทารกน้อยก็เก็บมาเลี้ยง โดยนำทารกใส่ผอบ แล้วฝากเทวดานางฟ้าไว้ พร้อมขุดหลุมฝังผอบ…

หลายสิบปีต่อมา…ฤาษีชนกก็ยังไม่สำเร็จญาณเสียที จึงคิดจะกลับไปครองเมืองดั่งเดิม พลันก็คิดถึงทารกเพศหญิงที่ตนฝากเทวดานางฟ้าดูแลไว้ จึงสั่งให้คนรับใช้ขุดหลุมหาจนทั่วอาศรม แต่ก็ไม่เจออะไรเลย…

คราวนี้ ฤาษีชนกจึงเป็นผู้หาเอง โดยเอาคันไถมาขุดลากหา และอธิฐานให้เจอผอบที่ฝังไว้ ในที่สุดก็พบผอบนั้นจนได้

ฤาษีชนกเปิดผอบก็พบกับหญิงสาวโฉมงามดั่งนางฟ้า จึงรับหญิงสาวเป็นธิดาบุญธรรมและให้นามนางว่า “สีดา” แปลว่า “รอยคันไถ” เพราะต้องไถจนดินเป็นรอยคันไถกว่าจะเจอผอบที่นางอยู่

ฤาษีชนกกลับเมืองมิถิลา พระมเหสีดีใจมากที่ได้ธิดางามเลิศ เนื่องจากท้าวชนกและมเหสีไม่เคยมีบุตร…

เวลาผ่านล่วงเลยไป…สีดาเติบโตเป็นสาวรุ่น งดงามเป็นยิ่งนัก ท้าวชนกจึงคิดหาคู่ครองให้ โดยมีพิธียกธนูโมลี ธนูศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ใครยกธนูนี้ได้จะได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสีดา

ความงามของนางสีดาเป็นที่ลื่อเลื่องอยู่แล้ว เมื่อถึงวันพิธีจึงมีชายหนุ่มมากมายมาร่วมพิธี ไม่มีใครยกธนูโมลีได้ซักคน ยกเว้น… “องค์ชายราม” โอรสแห่งกษัตริย์เมืองอโยธยาเท่านั้น…

นางสีดามีใจให้พระรามอยู่แล้ว…ทั้งสองจึงได้อภิเษกสมรสกัน

นางสีดาตามพระรามกลับเมืองอโยธยา ไปเป็นมเหสีพระรามที่นั่น ทั้งสองครองรักกันอย่างมีความสุข จนพระรามมีเหตุจำเป็นที่ต้องออกบวชเป็นเวลาสิบสี่ปี โดยมี “พระลักษมณ์” น้องชายต่างมารดาของพระรามติดตามมาด้วย โดยนางสีดาก็ติดตามไปดูแลพระรามไปในป่า

ระหว่างที่บวชอยู่นั่นเอง…ที่ทศกัณฐ์มาแอบหลงรักนางสีดา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าเป็นพ่อลูกกัน ทศกัณฐ์จึงวางแผนชิงตัวนางสีดาไปอยู่ด้วยที่เมืองลงกา พระรามก็ตามมา จึงเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น

ตลอดเวลาที่สีดาอยู่ที่เมืองลงกา นางก็เฝ้าจงรักภักดีกับพระรามเสมอมา ไม่ใจอ่อนให้ทศกัณฐ์เลยแม้แต่น้อย…

สุดท้ายทศกัณฐ์ก็ถูกพระรามสังหารได้สำเร็จ นางสีดาได้กลับมาอยู่กับพระรามดั่งเดิม แต่ก่อนหน้านั้นนางได้ขอทำพิธีลุยไฟ เพื่อเเสดงให้เห็นว่านางมีพระรามแค่คนเดียว ก่อนลุยไฟนางกล่าวว่า

“ข้าของตั้งสัจจะวาจาว่า หากข้าประพฤติชอบ มีสวามีเพียงหนึ่ง ขอให้ไฟนี้อย่าได้กล้ำกราย แต่หากข้าไม่เป็นเช่นนั้นขอให้ไฟนี้มอดไหม้ข้าให้สิ้นไป…”

และแล้วระหว่างที่นางลุยไฟ ก็มีดอกบัวมาห่อหุ้มพระบาท (เท้า) เอาไว้ ไม่ให้ไฟมาทำอันตรายได้…

พระรามพาสีดากลับเมือง ครองเมืองอโยธยาแทนท้าวทศรถผู้เป็นบิดาที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยแต่งตั้งนางสีดาให้เป็นมเหสี…

แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อ “นางอาดูร” หลานสาวของทศกัณฐ์ที่มีความแค้นเคืองสีดามาแปลงกายเป็นนางกำนัลในตำหนัก ขอร้องให้สีดาวาดรูปทศกัณฐ์ให้ดู แล้วเข้าสิงรูปนั้น ทำให้ไม่สามารถลบออกได้ พระรามรู้เข้าก็โกรธ หาว่านางสีดายังมีใจคิดถึงทศกัณฐ์ ไม่ฟังคำนางสีดาเลย ทั้งยังสั่งประหารนางสีดาอีกด้วย ทั้งๆที่ตอนนั้น…นางสีดากำลังมีครรภ์อ่อนๆ

แต่โชคดีที่นางสีดารอดมาได้ จากการช่วยเหลือของพระลักษมณ์ นางไปอาศัยอยู่ที่อาศรมของฤาษีตนหนึ่ง และคลอดโอรส นามว่า “พระมงกุฎ” และฤาษีก็เสกโอรสที่หน้าตาเหมือนกันแต่ผมสีแดง ให้นามว่า “พระลบ”

ต่อมาพระรามรู้ความจริงและออกตามหานางสีดา แต่นางสีดาโกรธไม่ยอมคืนดีด้วย จึงมอบพระมงกุฎและพระลบให้ แต่ตัวนางเองไม่ได้คืนสู่อโยธยาแต่อย่างใด…

ร้อนถึงพระอิศวร (พระศิวะ) ต้องมาช่วยไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองคืนดีกัน หลังจากนั้น…ทั้งสองก็ครองรักกันอย่างมีความสุข…

นางมัทนา จากเรื่อง มัทนะพาธา

นางมัทนา

นางมัทนา เดิมทีนั้นเป็นเทพธิดาอยู่บนสรวงสวรรค์ นางมีความงดงามเหนือเทพธิดาทั้งมวล ความงามของนางต้องตาเทพบุตรหลายองค์ โดยเฉพาะ เทพบุตรสุเทษณ์ ที่หลงรักนางจนหมดหัวใจ…

แต่นางมัทนาปฏิเสธคำสารภาพรักของเทพบุตรสุเทษณ์ ด้วยเหตุผลที่ว่า…

“ความรักเกิดมาจากบุคคลทั้งสองฝ่าย ข้าเองไม่ได้มีใจรักท่าน…ข้าคงรับรักท่านไม่ได้…ขออภัยด้วยเพคะ…”

ได้ยินดังนั้น เทพบุตรสุเทษณ์ก็โกรธมากที่ถูกมัทนาปฏิเสธ จึงสาปนางมัทนาให้มาเกิดยังโลกมนุษย์ หากแต่ไม่ได้เกิดจากครรภ์ของมนุษย์ แต่มาเกิดเป็นดอกไม้ที่ไม่เคยปรากฏบนโลก มีแต่ในสวรรค์ มีสีแดงสดสวยงาม และมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ ที่มีชื่อว่า “ดอกกุพพะชะกะ” หรือ “ดอกกุหลาบ” นั่นเอง

แต่เทพบุตรสุเทษณ์ให้ข้อยกเว้นว่า ถ้าคืนที่พระจันทร์เต็มดวง มัทนาจะสามารถคืนร่างเป็นหญิงสาวสวยได้ตามปกติ และถ้าหากนางมัทนารู้ถึงรสชาติของความรักที่แท้จริงแล้ว นางจะคืนร่างเป็นหญิงสาวสวยได้ตลอด ไม่ต้องกลับมาเป้นดอกกุหลาบอีก

เมื่อนางมัทนามาอยู่โลกมนุษย์แล้ว…ก็มีฤาษีตนหนึ่งรับรู้การมาเกิดของนางได้ด้วยญาณทิพย์ ฤาษีตนนั้นชื่อ “กาละทรรศิน” ฤาษีกาละทรรศินจึงสั่งให้ลูกศิษย์ไปขุดต้นกุหลาบในป่ามาปลูกไว้ใกล้ๆอาศรม พร้อมกำชับลูกศิษย์ว่าให้มารดน้ำ พรวนดินทุกๆวัน อย่าได้ขาด

เมื่อถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง นางมัทนาก้คืนร่างเป็นหญิงสาวสวย มารับใช้ฤาษีกาละทรรศินทดแทนบุณคุณที่ช่วยเหลือดูแลนาง ยกย่องฤาษีดั่งบิดาเลยก็ว่าได้…

วันหนึ่ง “พระชัยเสน” เจ้าเมืองหนุ่มรูปงามเดินทางมาขอพักอาศัยในอาศรมของฤาษีกาละทรรศิน พระชัยเสนได้พบกับนางมัทนาที่ตอนนั้นมารับใช้ฤาษีพอดี พระชัยเสนตกตะลึงในความงามของนาง และตกหลุมหลงรักนางในทันที

นางมัทนาเองก็มีใจให้พระชัยเสนเช่นกัน แต่ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าบอกความในใจของตนให้อีกฝ่ายได้รับรู้…สุดท้ายพระชัยเสนจึงไปแอบดูนางมัทนาที่ศาลาที่พักของนาง และได้ยินคำรำพันรักของนางจนหมดสิ้น พระชัยเสนจึงบอกความในใจของตนให้มัทนาได้รับรู้เช่นกัน ทั้งสองเดินเล่นกันไปถึงริมน้ำแห่งหนึ่ง ทั้งสองมองพระจันทร์เต็มดวงด้วยความสุข นางมัทนาขอให้พระชัยเสนสัญญากับนางว่า “จะรักและเชื่อใจกันตลอดไป” ซึ่งพระชัยเสนก็รับคำอย่างดิบดี

หลังจากนั้นพระชัยเสนก็ไปขอนางมัทนาจากฤาษีกาละทรรศิน ท่านฤาษีก็อนุญาต พระชัยเสนจึงพามัทนากลับเมือง และจัดพิธีอภิเษกสมรสอย่างยิ่งใหญ่

ปัญหาและอุปสรรคความรักของทั้งสอง…คงหนีไม่พ้น “พระนางจัณฑี” มเหสีเอกของพระชัยเสน ผู้มีรูปหน้างดงาม หากแต่จิตใจของนางนั้นแข็งกร้าว ขี้อิจฉา และเจ้าคิดเจ้าแค้น…

นางจัณฑีไม่พอใจที่พระสวามีจะมีมเหสีใหม่ จึงวางแผนกับนางกำนัลคนสนิท ให้ไปจ้างหมอไสยศาสตร์มาแกล้งทำพิธีเสน่ห์ให้พระชัยเสนเห็น แล้วให้หมอไสยศาสตร์ทูลเท็จว่า นางมัทนาเป็นผู้จ้างวานให้ทำเสน่ห์ใส่องครักษ์คนสนิทของพระชัยเสน…

ทุกอย่างถูกดำเนินไปตามแผนการอันชั่วร้าย ของพระนางจัณฑี พระชัยเสนเองก็หูเบาเชื่อหมอไสยศาสตร์ ถึงกับสั่งประหารมัทนา และปลดตำแหน่งองครักษ์คนสนิทของตนเสีย

นางมัทนาร้องห่มร้องไห้เสียใจ ที่พระชัยเสนลืมสัญญาที่ทรงให้ไว้กับนางก่อนแต่งงาน แต่เคราะห์ยังดีที่เพชรฆาตรู้ว่านางไม่ผิดจึงปล่อยนางไป มัทนาจึงเข้าป่ากลับไปอาศัยกับฤาษีกาละทรรศินเหมือนเดิม โดยมี “ปริยัมวะทา” นางกำนัลคนสนิทติดตามมาด้วย…

ต่อมาพระชัยเสนรู้ความจริงจากหมอไสยศาสตร์ที่สำนึกผิด ก็ทรงเสียพระทัยมาก จึงสั่งเนรเทศนางจัณฑีและนางกำนัล และออกติดตามหานางมัทนา ทันทีที่รู้จากเพชรฆาตว่า มัทนายังไม่ตาย…

ฝ่ายมัทนาเองก็ซูบผอมลงทุกวันๆ หน้าตาหมองเศร้า ปริยัมวะทาเองก็สงสารนายหญิงของตนจับใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

สุดท้ายนางมัทนาจึงทำพิธีบวงสรวงเทพบุตรสุเทษณ์ให้รับนางกลับสรวงสวรรค์อีกครั้ง แต่เทพบุตรสุเทษณ์มีข้อแม้ว่านางต้องยอมเป็นมเหสีของตน จึงจะรับนางกลับมาเป็นเทพธิดาดั่งเดิม…

แต่นางมัทนากล่าวด้วยถ้อยคำอันเด็ดเดี่ยวว่า

“ตัวข้านี้มีสวามีอยู่เเล้ว…หญิงดีจะมีสองสวามีนั้นหาควรไม่…”

นั่นทำให้เทพบุตรสุเทษณ์โกรธยิ่งกว่าเก่า และสาปให้มัทนา กลายเป็นดอกกุหลาบตลอดไป ไม่มีโอกาสกลับมาเป็นหญิงสาวได้อีก!!!

หลังจากนั้นพระชัยเสนก็เดินทางมาถึงอาศรมของฤาษี จึงได้รู้ว่านางมัทนากลายเป็นดอกกุหลาบไปแล้ว พระชัยเสนร่ำไห้เสียใจที่ต้องสูญเสียนางไป ฤาษีกาละทรรศินจึงให้พรว่า ขอให้กุหลาบมีอายุเท่าพระชัยเสน ตราบใดที่พระชัยเสนยังมีชีวิตอยู่…ดอกกุหลาบนี้จะไม่มีวันร่วงโรย…

พระชัยเสนนำกุหลาบกลับเมือง ปลูกกุหลาบไว้ใกล้หน้าต่างห้องบรรทม และทรงเฝ้ามองกุหลาบนั้นเสมอมา ตราบจนจบชีวิต…

นางละเวงวัณฬา จากเรื่อง พระอภัยมณี

นางละเวงวัณฬา

นางละเวงมีชื่อเต็มๆว่า “ละเวงวัณฬา” เป็นพระธิดาของท้าวลังกา เจ้าเมืองลังกา และนางเป็นน้องสาวของอุศเรน (คู่หมั้นของนางสุวรรณมาลี) ต่อมาเกิดเหตุที่ว่าพระอภัยมณีชิงตัวนางสุวรรณมาลีไปเป็นมเหสีเสียก่อน ซึ่งเป็นการหยามหน้าอุศเรนมาก อุศเรนแค้นใจจึงยกทัพไปเมืองผลึก (เมืองของสุวรรณมาลี) เพื่อไปรบ

แต่พระอภัยมณีชนะการศึก อุศเรนตายเพราะความแค้นทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ส่วนท้าวลังกาก็ทนไม่ได้ที่โอรสสุดที่รักสิ้นชีวิต…จึงหัวใจวายตายไปอีกคน นางละเวงเศร้าโศกเสียใจมาก นางหมายมั่นไว้ว่า นางจะแก้แค้นพระอภัยมณีให้ได้…

นางละเวงได้ขึ้นครองเมืองแทนท้าวลังกา…นางละเวงนั้นพอมีความรู้เรื่องไสยศาสตร์มนตร์ดำอยู่บ้าง อีกทั้งนางยังได้ตราพระราหูมาด้วย (ตราพระราหูเป็นเครื่องราง ทำให้ผู้ถือไว้ไม่เป็นอันตราย)  นางจึงวางแผนให้ช่างมาวาดรูปเหมือนของนางแล้วร่ายมนตร์เสน่ห์ให้ชายใดก็ตามที่เห็นรูป…มีความรักหลงในรูปนั้นทันที!

นางได้แนบสารไปกับรูปด้วยว่า ใครที่สามารถตีเมืองผลึกได้ แล้วจับพระอภัยมณีมาให้นาง นางจะมอบเมืองลังกา ทรัพย์สมบัติ และตราพระราหูให้ แถมยังได้ตัวนางเป็นคู่ครองด้วย…

แต่กลายเป็นว่าพระอภัยมณีบังเอิญได้เห็นรูปนางละเวงเข้า…แล้วก็เกิดหลงรักในตัวนาง มาอ้อนวอนให้ละเวงรับรัก ตอนแรกนางละเวงก็คิดจะปั่นหัวทัพเมืองผลึกเล่น จึงแกล้งทำเป็นว่ารักพระอภัยมณี แต่เอาเข้าจริงนางละเวงก็ดันไปใจอ่อนรักพระอภัยมณีจริงๆเข้าจนได้

ต่อมา…ละเวงได้อภิเษกสมรสกับพระอภัยมณี มีโอรสด้วยกันองค์หนึ่งชื่อ “มังคลา” แต่ต่อมามังคลาคิดกบฎต่อเมืองผลึก คิดฆ่าพระอภัยมณีและนางสุวรรณมาลี รวมถึงหัวดื้อไม่ยอมเชื่อฟังละเวงผู้เป็นมารดาด้วย จึงเกิดศึกขึ้นอีกครั้ง มังคลาหนีไปได้ และไม่มีใครได้ข่าวคราวจากเขาอีกเลย…

เมื่อไม่มีมังคลา ทายาทองค์เดียวของลังกาแล้ว…นางละเวงจึงมอบตำแหน่งเจ้าเมืองลังกาแก่ สุดสาคร (รู้จักกันดีใช่ป่ะ? เป็นลูกของพระอภัยมณีกับนางเงือกสุวรรณมัจฉา) สุดสาครจึงได้ครองเมืองโดยมีนางเสาวคนย์เป็นมเหสีอยู่เคียงข้าง
หลังจากนั้น เมื่อนางละเวงแก่ตัวลงแล้ว พระอภัยมณีเกิดเบื่อชีวิตการครองเมืองขึ้นมา อีกทั้งต้องมาคอยรองรับอารมณ์ฉุนเฉียวของมเหสีทั้งสอง คือ นางสุวรรณมาลีและนางละเวง ที่ปะทะอารมณ์กันแทบตลอดเวลา พระอภัยมณีจึงลาไปบวชในป่าใหญ่ นางสุวรรณมาลีและนางละเวงขอติดตามไปรับใช้ด้วย พระอภัยมณีก็อนุญาต แต่มีข้อแม้ว่าพวกนางห้ามทะเลาะกันเด็ดขาด ซึ่งพวกนางก็ตกลง…

นางเมรี จากเรื่อง พระรถ-เมรี

นาง เมรี

นางเมรี เป็นธิดาของพญายักษ์ตนหนึ่ง และมเหสีซึ่งเป็นมนุษย์ เมื่อตอนอยู่ในครรภ์มเหสีพญายักษ์ต้องการเสวยมะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่ ที่มีอยู่เพียงที่เดียวคือเมืองคชปุระนคร ของนางยักษ์สนธมารเท่านั้น (มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่ออกผลปีละครั้ง 1 ผล ต่อ 1 ปี) พญายักษ์จึงไปขอมาจากนางยักษ์สนธมาร นางยักษ์ก็ยินดียกให้…

ต่อมาเมื่อมเหสีพญายักษ์คลอดธิดาฝาแฝดออกมา นางยักษ์สนธมารที่ยังไม่มีลูกจึงมาขอแฝดพี่ซึ่งก็คือนางเมรีไปเลี้ยงดู พญายักษ์เห็นว่านางสนธมารเองก็เป็นม่าย ไม่มีลูก แถมสามีของนางซึ่งก็คือท้าวปทุมยังเป็นเพื่อนเก่าของตนก็เลยอนุญาต…

นางเมรีเป็นครึ่งคนครึ่งยักษ์ มีฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ เมื่อครั้งวัยเยาว์นางสนธมารได้นำดวงตาของนางสิบสองที่ไปควักเอามามาฝากไว้ให้นางเมรีดูแล และไว้ใจให้นางเมรีดูแลห้องสรรพยาสุดรักสุดหวงของนางด้วย

เมื่อครั้งที่พระรถเสน (บุตรชายของนางเภา น้องคนเล็กของนางสิบสอง) ได้รับมอบหมายจากท้าวรถสิทธิ์ผู้เป็นบิดาให้ไปหามะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่มาให้พระมเหสีเอก พระนางสนธมาลี หรือก็คือนางยักษ์สนธมารที่แปลงกายเป็นมนุษย์มาแก้แค้นเหล่านางสิบสองนั่นเอง!!!

นางสนธมารเขียนสารให้พระรถเสนนำติดตัวไปด้วย ข้างในสารมีใจความว่า “เมรีลูกรัก รถเสนผู้ถือสารนี้…ถ้ามาถึงกลางวันให้กินเสียกลางวัน มาถึงกลางคืนให้กินเสียกลางคืนนะลูกรัก…”

ระหว่างการเดินทาง พระรถเสนได้ขออาศัยที่ศาลาของฤาษีตนหนึ่ง ฤาษีแอบเปิดสารดูก็เห็นว่า พระรถเสนและนางเมรีเป็นคู่กันมา จึงแปลงสารใหม่ให้มีใจความเป็น “เมรีลูกรัก รถเสนผู้ถือสารนี้…ถ้ามาถึงกลางวันให้แต่งเสียกลางวัน มาถึงกลางคืนให้แต่งเสียกลางคืนนะลูกรัก…” แทนใจความเดิม

เมื่อมาถึงคชปุระนคร นางเมรีได้อ่านสารนี้ ก็คิดว่ามารดาส่งคู่ครองมาให้ตนจริง จึงจัดงานอภิเษกระหว่างตนกับพระรถเสนขึ้น พระรถเสนรักนางเมรีมาก ไม่ต่างกับเมรีที่รักพระรถเสนมากเช่นกัน…

วันหนึ่งพระรถเสนคิดถึงแม่กับป้าๆ จึงวางแผนหนีกลับเมือง แถมยังมารู้เสียอีกว่านางสนธมาลีและนางเมรีเป็นยักษ์ พระรถเสนจึงวางแผนมอมเหล้านางเมรีในคืนหนึ่ง ปกตินางเมรีไม่เคยข้องแวะกับสุราใดๆ แต่เพราะรักพระรถเสนมากนางจึงยอมดื่ม…

พระรถเสนแอบเข้าไปในห้องสรรพยาและขโมยยาวิเศษต่างๆ รวมถึงไม้ชี้เป็นชี้ตาย ดวงตาของแม่และป้าๆ และยาทิพย์รักษาตาด้วย…

นางเมรีตื่นขึ้นมาไม่เห็นพระรถเสนก็ตกใจ รีบออกตามหา ในที่สุดก็มาเจอพระรถเสนกำลังควบม้าหนีอยู่ นางร้องห่มร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม ตัดพ้อว่าทำไมถึงหนีนางมา ไม่รักนางแล้วหรือ…  (ถึงแกนี้ต้องดูภาพเองอ่ะค่ะ ถึงจะรู้ว่านางเมรีน่าสงสารแค่ไหน ไรเตอร์ไม่อยากบรรยายเพราะเดี๋ยวรีดเดอร์จะเกลียดพระรถเสนกันเข้าไส้เสียก่อนไปหาดูกันเองละกัน – -*)

พระรถเสนเองนั้น ถึงจะสงสารนางเมรีมาก จนเกือบจะชักม้ากลับไปหานาง แต่ก็ยับยั้งชั่งใจได้ จึงโปรยยาวิเศษที่ทำให้เกิด ป่า ภูเขา กองเพลิง หมอกควัน ทะเลกรดลงพื้นทีละถุงๆ

นางเมรีทนฝ่าป่าฝ่าภูเขา และหมอกควันมาพร้อมกับบริวารยักษ์ แต่เมื่อมาถึงกองเพลิงบริวารก็บอกให้นางเมรีถอยเพราะถ้าฝ่าไปมีหวังตายกันหมดแน่…แต่นางเมรีกล่าวขึ้นมาอย่างเด็ดเดี่ยวว่า…

“ใครจะกลับก็กลับไป ข้าจะตามเสด็จพี่ไป!” นางเมรีลุยไฟไปเพียงผู้เดียว นางมาจนถึงทะเลกรดก็หมดโอกาสตามไปหาพระรถเสนที่อยู่อักฝั่งของทะเลกรดเรียบร้อยแล้ว…น้ำตานางไหลพรากอาบแก้ม ร่างกายเต็มไปด้วยรอยดำจากการลุยกองเพลิงมา ร่างกายนางมีสภาพอ่อนแรงเต็มที อ้อนวอนให้พระรถเสนกลับมาหานาง (ไปๆมาๆตอนแรกไรเตอร์บอกไม่บรรยาย ตอนนี้มาบรรยายซะงั้นเนอะ – -*) แต่พระรถเสนตอบกลับมาว่า…

“พี่จะกลับไปหาแม่และป้าๆก่อน…น้องเมรีกลับไปก่อนเถอะนะ พี่จะกลับมาหา…”

พระรถเสนกล่าวแค่นั้นก่อนควบม้าจากไปโดยไม่หันกลับมามองเมรีอีก…

นางเมรีแสนเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ นางกล่าววาจาหนึ่งใกล้ทะเลกรดว่า…

“ชาตินี้…น้องติดตามพี่มาด้วยความรัก…จะบุกน้ำ…ลุยไฟ…น้องก็ไม่หวั่น…ขอให้ชาติหน้า…พี่เป็นฝ่ายติดตามน้องบ้าง…และขอให้เรา…ได้ครองคู่กัน…ทุกชาติไป…”

แล้วนางเมรีก็หมดลมหายใจอยู่ ณ ฝั่งทะเลกรดนั่นเอง (มาถึงตอนที่นางเมรีกล่าวก่อนตายแล้วซึ้งอ่ะ T^T)

เหล่ายักษ์บริวารมาพบศพนางเมรีในวันต่อมา และนำศพนางกลับคชปุระนคร…

ฝ่ายนางสนธมารเมื่อรู้ว่ารถเสนกลับมาได้ ก็หัวใจแตกสลายตายไป… พระรถเสนได้ขึ้นครองเมืองต่อจากพระรถสิทธิ์ ผ่านไปหลายปีพระรถเสนก็ไม่เคยคิดมีชายาใหม่ คิดถึงแต่นางเมรี จึงตัดสินใจเดินทางไปคชปุระนครเพื่อรับนางมาอยู่ด้วยกัน…

แต่เมื่อพระรถเสนรู้เรื่องการตายของนางเมรีจากบริวารยักษ์…ก็ร้องห่มร้องไห้ ขอดูศพนางเมรี บริวารยักษ์นำทางไปที่ห้องๆหนึ่ง นางเมรีนอนอยู่บนเตียง รอบกายนางเต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ร่างของนางไม่ได้ผุพังไปตามกาลเวลาเลย นางยังคงงดงามเหมือนเดิม…

พระรถเสนร้องไห้กับร่างไร้วิญญาณของหญิงคนรัก พร้อมกล่าวทั้งน้ำตาที่อาบแก้มว่า…

“เมรี…ชาตินี้พี่ทำร้ายน้องไว้สาหัสเหลือเกิน…พี่สัญญา…ชาติหน้า…พี่จะไม่ทำร้ายน้องอีก…”

แล้วพระรถเสนก็สิ้นใจตายตามนางเมรีไป… สร้างความเสียใจให้แก่ญาติของทั้งสองฝ่าย…

ความรักอมตะของ พระรถ-เมรี ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อเบื้องบนบันดาลให้คำขอของนางเมรีเป็นจริง…ชาติต่อมา พระรถเสนต้องติดตามนางเมรีบ้าง…

นางพิมพิลาไลย

นางวันทอง หรือ นางพิมพิลาไลย

 

นางวันทองที่เรารู้จักกันดีในบทเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน เดี๋ยวไรเตอร์(เรียกไรเตอร์ว่าพลอยก็ได้) จะมาเล่าประวัตินางวันทองแบบสดๆไม่ใช้เว็บอะไรในอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น!!!
นางวันทองมีชื่อเดิมว่าพิมพิลาไลย เป็นลูกสาวของพันศรโยธากับนางศรีประจัน และเป็นเพื่อนกับพลายแก้ว(ขุนแผน) และขุนช้างมาตั้งแต่เด็กๆ บ้านของนางพิม (ขอเรียกสั้นๆ) อยู่ที่สุพรรณบุรี แต่ต่อมาพลายแก้วย้ายไปอยู่ที่กาณจนบุรีกับแม่ (นางทองประศรี) เพราะพ่อ (ขุนไกรพลพ่าย) ถูกลงอาญา…
นางพิมหน้าตาน่ารักและสวยงามมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อโตขึ้นจึงยิ่งงดงาม วันหนึ่งได้มาเจอพลายแก้วก็บวชเป็นพระหนุ่มอยู่ และทั้งสองก็รักกันตั้งแต่ตอนที่พลายแก้วยังไม่สึกด้วยซ้ำ ทว่าต่อมาขุนช้างก็มาตกหลุมรักนางพิม ถึงขนาดยกเงินทองมากมายมาสู่ขอ แต่ก็โดนนางพิมไล่ด่าทอจนทนไม่ไหวต้องกลับบ้านไป…
หลังจากนั้นไม่นานพลายแก้วก็มาสู่ขอนางพิม และได้แต่งงานกัน ท่ามกลางความไม่พอใจของขุนช้าง…
แต่หลังจากนั้นได้ไม่กี่วัน พระพันวษา(กษัตริย์ผู้ครองอยุธยาในสมัยนั้น) กำลังจะหาแม่ทัพมายกทัพไปปราบข้าศึก ขุนช้างจึงเสนอชื่อพลายแก้วไป ทำให้พลายแก้วต้องจากนางพิมไปทั้งๆที่อยู่เรือนหอด้วยกันไม่ถึงเจ็ดวันด้วยซ้ำ
ระหว่างที่ทำศึก พลายแก้วเป็นผู้ชนะ และได้รับตำแหน่งให้เป็น “ขุนแผนแสนสะท้าน” และได้ “นางลาวทอง” ลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้านข้าศึกเป็นภรรยาอีกคน พลายแก้วมีความสุขกับนางลาวทอง…จนลืมนางพิมเมียรักที่สุพรรณบุรีไปเสียสนิท…
ส่วนนางพิมก็ได้แต่เฝ้ารอพลายแก้วกลับมา…แม้ขุนช้างจะมาโกหกว่าพลายแก้วตายในสงครามแล้วก็ตาม…ฝ่ายขุนช้างก้มาสู่ขอนางพิมอยู่เนืองๆ จนวันหนึ่งนางพิมล้มป่วยไม่สบาย รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ขรัวตาจู แนะนำว่าให้เปลี่ยนชื่อเป็นนางวันทอง…
ในที่สุดนางศรีประจัน (แม่นางวันทอง) ก็ยอมยกวันทองให้ขุนช้าง ขุนช้างกำหนดวันแต่งและสร้างเรือนหอของตนทับเรือนหอของขุนแผน แต่ในวันแต่งนางวันทองไม่ยอมออกจากห้อง แม้นางศรีประจันจะเอาไอ้เรียวตีจนตัวลายเลือดซิบแค่ไหนก็ไม่ยอม เพราะนางเชื่อมั่นว่าขุนแผนต้องยังไม่ตายและต้องกลับมาหานาง…
วันหนึ่งขุนแผนกลับมาที่สุพรรณบุรีพร้อมลาวทอง นางวันทองเห็นขุนแผนก็รีบมากราบเท้า เล่าเรื่องไอ้ขุนช้างให้ฟัง ตอนแรกขุนแผนโกรธมากและจะไปฆ่าขุนช้าง แต่ลาวทองก็ปรามว่า “อีวันทองจะพูดจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้…ถ้าเป็นอย่างที่เล่าจริงทำไมถึงยอมให้ผัวใหม่มาสร้างเรือนหอทับของผัวเก่าง่ายดายขนาดนั้น” เท่านั้นแหละ ขุนแผนก็เลิกล้มความตั้งใจที่จะฆ่าขุนช้าง จนนางวันทองโกรธและสั่งบ่าวไพร่ให้ไปรุมลาวทอง ขุนแผนก็ดันไปเข้าข้างลาวทองอีก (เรียกวันทองสองใจไม่ได้แล้วค่ะ! ต้องเรียกขุนแผนสองใจ!!!) วันทองเลยบอกว่าจะเลิกกับขุนแผน แต่ขุนแผนดันบอกว่า”มึงอยากไปหาผัวใหม่ก็ไม่เป็นไร! ตั้งแต่นี้ไปกูไม่เกี่ยวข้องอะไรกับมึงอีก!!!”

***********************
     วันทองเสียใจมาก…นางตัดสินใจแต่งงานกับขุนช้าง ส่วนขุนแผนก็พาลาวทองกลับกาญจนบุรี…
หลังจากนั้นไม่นาน ขุนแผนถูกขุนช้างใส่ร้ายว่าไม่ยอมอยู่เฝ้ายาม เพราะหนีกลับไปหาลาวทอง ลาวทองจึงถูกพรากจากขุนแผนไปเป็นนางในในวังหลวง…
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ขุนแผนแค้นขุนช้างมาก คืนหนึ่งจึงไปที่เรือนของขุนช้าง แต่ก็เห็นขุนช้างนอนกอดวันทองอยู่ ก็โมโหมาก เกือบฆ่าขุนช้าง (เพราะขุนแผนนั้นถึงปากจะบอกเลิกกับวันทอง แต่ในใจลึกๆก็ยังรักเมียเก่าอยู่) แต่ขุนช้างก็รอดมาได้
ขุนแผนตัดสินใจเดินทางเข้าป่า…และได้ช่วยชีวิตหมื่นหาญ หัวหน้ากลุ่มโจร จึงได้ลูกสาวหมื่นหาญมาเป็นเมีย แต่ต่อมาเมียคิดคด ขุนแผนจึงจัดการฆ่านางเพื่อเอาเด็กในท้องมาทำเป็นกุมารทอง…
ขุนแผนเดินทางไปสุพรรณบุรี ชิงตัววันทองออกมา ตอนแรกวันทองไม่ยอมเพราะอาลัยรักขุนช้าง แต่สุดท้ายขุนแผนก็ขู่จนนางยอมไปด้วย…
ระหว่างที่อยู่กับขุนแผนนั้นนางก็ท้องกับขุนแผน…แต่เมื่อขุนแผนติดคุกในเวลาต่อมาขุนช้างก็มาฉุดนางกลับไปอยู่ด้วย โดยเมื่อนางคลอดลูกก็ให้ชื่อว่า พลายงาม
ขุนช้างรู้ดีว่าพลายงามเป็นลูกของขุนแผน จึงวางแผนฆ่าทิ้ง แต่ผีนางพรายก็ช่วยชีวิตพลายงามไว้ได้ นางวันทองจึงส่งลูกให้ไปอยู่กับย่า (นางทองประศรี แม่ขุนแผน) ที่กาญจนบุรี…

ต่อมาเมื่อพลายงามโตเป็นหนุ่มก็มาชิงนางวันทองให้กลับไปอยู่กับพ่อ ขุนช้างรู้เรื่องเข้าก็โกรธ แจ้งความนี้แก่ระพันวษา พระพันวษาจึงให้วันทองเลือกว่าจะอยู่กับใคร นางวันทองเลือกไม่ได้ จึงถูกสั่งประหารชีวิต…
จริงๆแล้วก่อนที่วันทองจะตาย ขุนแผนก็เข้ามาช่วย แต่ก็ช่วยไม่ได้ สุดท้ายพลายงามก็มาต่อว่าพ่อว่า “ทำไมทีข้าศึกเป็นหมื่นแสนพ่อจึงปราบได้…แต่นี่เพชรฆาตคนเดียวพ่อท่องมนตร์ปราดมันก็หยุด แต่พ่อก็ปกป้องผู้หญิงคนเดียวที่พ่อรักไม่ได้!”